Blog

ระบบนิเวศคอนเทนเนอร์: ภาพรวมและความแตกต่างของ Docker กับ Containerd

ระบบนิเวศคอนเทนเนอร์

ระบบนิเวศคอนเทนเนอร์เปรียบเสมือนสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อจัดการแอปพลิเคชันแบบแยกส่วน (microservices) โดยเริ่มต้นจาก Docker ที่สร้างมาตรฐานแรกสำหรับการบรรจุและรันแอปพลิเคชันในรูปแบบคอนเทนเนอร์ ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสามารถพัฒนา ทดสอบ และปรับใช้แอปพลิเคชันได้เร็วและง่ายมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ขณะที่ระบบนิเวศนี้เติบใหญ่และซับซ้อนขึ้น ความต้องการด้านประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และการบูรณาการกับแพลตฟอร์มใหญ่ เช่น Kubernetes ก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการแตกหน่อของเครื่องมือที่มีบทบาทเฉพาะทาง เช่น Containerd ที่เน้นการทำงานในส่วนของรันไทม์โดยตรง และ CRI-O สำหรับระบบ Kubernetes เป็นต้น


ความแตกต่างทางเทคนิคระหว่าง Docker กับ Containerd

  • Docker ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มแบบครบวงจรที่มีเครื่องมือหลากหลายเพื่อช่วยนักพัฒนาและผู้ดูแลระบบใช้งานคอนเทนเนอร์ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอิมเมจด้วย Dockerfile การจัดการเวิร์กโฟลว์ การจัดการภาพอิมเมจใน Registry การตั้งค่าเครือข่าย และการจัดเก็บข้อมูลในคอนเทนเนอร์
  • Containerd คือรันไทม์คอนเทนเนอร์หลักที่รับผิดชอบงานกลั่นกรอง เช่น การดาวน์โหลดอิมเมจ การเก็บรักษา การสร้างและหยุดรันคอนเทนเนอร์ ฯลฯ โดยมักถูกเรียกใช้งานผ่าน API โดยเครื่องมือระดับสูงเช่น Docker หรือ Kubernetes

ดังนั้น Containerd จึงมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบากว่า แต่ทำงานสำคัญที่ต้องทำให้มั่นใจว่าคอนเทนเนอร์จะรันได้อย่างถูกต้อง ในขณะที่ Docker เป็นเหมือนแอปพลิเคชันหรือ UI ที่เรียกใช้งาน Containerd


มาตรฐาน OCI (Open Container Initiative) และความเข้ากันได้

เพื่อให้ระบบนิเวศคอนเทนเนอร์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ถูกล็อกกับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง มาตรฐาน OCI จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อกำหนดรูปแบบของอิมเมจและรันไทม์คอนเทนเนอร์ โดย Docker Images ที่ใช้ BuildKit สร้างขึ้นจะเป็น OCI-compliant ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานได้กับรันไทม์ที่รองรับมาตรฐานนี้ เช่น Containerd, CRI-O หรือ runc เป็นต้น


ระบบนิเวศคอนเทนเนอร์มุ่งเน้นไปที่การสร้างแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่น สามารถปรับขนาดและจัดการได้ง่ายในระดับองค์กร เพื่อรองรับงานที่หลากหลายตั้งแต่การพัฒนาแอปพลิเคชัน ไปจนถึงการรันบริการที่มีความซับซ้อนในระดับคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ โดยในอนาคตการแยกส่วนความรับผิดชอบอย่างชัดเจนระหว่างเครื่องมือระดับสูงและรันไทม์ระดับล่างจะช่วยให้ระบบมีเสถียรภาพและขยายขีดความสามารถได้ดียิ่งขึ้น

บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่? (18)
Share
Share Facbook Share Twitter
 

e-Profile RMUTL

เว็บไซต์สำหรับแสดงโปรไฟล์ ผลงาน และข้อมูลวิชาการของบุคลากร

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา