Codex เป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์จาก OpenAI ที่สามารถทำงานร่วมกับ Visual Studio Code ได้โดยตรง ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสอบถามเกี่ยวกับโค้ด วิเคราะห์โครงสร้างโปรเจกต์ แก้ไขไฟล์ ตรวจสอบความเปลี่ยนแปลง และช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดได้จากภายใน IDE โดยไม่จำเป็นต้องสลับไปใช้เครื่องมืออื่น
Codex IDE Extension สามารถใช้บริบทจากไฟล์ที่กำลังเปิด โค้ดที่เลือก และข้อมูลภายในโปรเจกต์ เพื่อช่วยให้คำสั่งที่ส่งให้ Codex สั้นลงและตรงกับงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบการแก้ไขในรูปแบบ Diff ก่อนยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้
ก่อนเริ่มต้นควรเตรียมสิ่งต่อไปนี้
OpenAI ระบุว่า Codex IDE Extension สามารถใช้งานกับ VS Code และโปรแกรมที่พัฒนาต่อยอดจาก VS Code ได้หลายประเภท
เปิด Visual Studio Code จากนั้นเลือกเมนู Extensions หรือกด
Ctrl + Shift + X
ค้นหาคำว่า
Codex
จากนั้นเลือกส่วนขยาย Codex ของ OpenAI และกด Install
เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว จะปรากฏไอคอน Codex บริเวณแถบด้านข้างของ VSCode
หากไม่พบไอคอน สามารถเปิด Command Palette ด้วย
Ctrl + Shift + P
แล้วค้นหาคำสั่ง
Codex: Open Codex Sidebar
เอกสาร OpenAI แนะนำวิธีนี้สำหรับเปิด Codex Sidebar ใน VS Code และ IDE ที่รองรับ
เมื่อเปิด Codex Sidebar ครั้งแรก ระบบจะให้เข้าสู่ระบบ
เลือก Sign in with ChatGPT
จากนั้นเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี ChatGPT ที่ต้องการใช้งาน
หลังจากเข้าสู่ระบบสำเร็จ Codex จะพร้อมทำงานร่วมกับโปรเจกต์ที่เปิดอยู่ใน VSCode
ควรเปิด VSCode จากโฟลเดอร์หลักของโปรเจกต์ เพื่อให้ Codex สามารถเข้าใจโครงสร้างไฟล์และบริบทของระบบได้ครบถ้วน
ตัวอย่าง
File > Open Folder
เลือกโปรเจกต์ เช่น
my-project/
โครงสร้างตัวอย่าง
หากโปรเจกต์มีไฟล์คำแนะนำ เช่น AGENTS.md หรือเอกสารความรู้ของโครงการ ควรกำหนดแนวทางการทำงาน ข้อจำกัด และมาตรฐานของโปรเจกต์ไว้ในไฟล์ดังกล่าว เพื่อช่วยให้ Codex ทำงานสอดคล้องกับโครงการมากขึ้น
เริ่มต้นด้วยงานที่ยังไม่แก้ไข Source Code เพื่อทดสอบว่า Codex สามารถอ่านบริบทของโปรเจกต์ได้หรือไม่
ตัวอย่าง Prompt
หาก Codex สามารถอธิบายโครงสร้างและเชื่อมโยงไฟล์ต่าง ๆ ได้ถูกต้อง แสดงว่าการติดตั้งและการเข้าถึง Workspace ทำงานได้ตามปกติ
OpenAI แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการให้ Codex อธิบาย Codebase ทำการเปลี่ยนแปลงแบบเจาะจง หรือช่วย Debug ปัญหาในโปรเจกต์
หนึ่งในความสามารถสำคัญของ Codex บน VSCode คือการใช้ไฟล์ที่เปิดอยู่หรือโค้ดที่เลือกเป็น Context
เปิดไฟล์ที่ต้องการทดสอบ แล้วเลือกโค้ดบางส่วน จากนั้นส่ง Prompt เช่น
Codex จะวิเคราะห์จากบริบทของ Editor โดยตรง ทำให้ไม่ต้องคัดลอก Source Code จำนวนมากไปใส่ใน Prompt
หลังจากทดสอบการอ่านโค้ดแล้ว สามารถทดสอบการแก้ไขด้วยงานขนาดเล็กก่อน
ตัวอย่าง
หลังจาก Codex ทำงาน ควรตรวจสอบรายการไฟล์ที่ถูกแก้ไขและดู Diff ทุกครั้งก่อนยอมรับการเปลี่ยนแปลง
Codex IDE ถูกออกแบบให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบ Summary และ Diff ของการเปลี่ยนแปลงควบคู่กับ Source Code ก่อนเลือกเก็บเฉพาะการแก้ไขที่ต้องการ
สามารถทดสอบความสามารถด้าน Debug ได้ด้วย Prompt เช่น
รูปแบบคำสั่งลักษณะนี้ช่วยให้ Codex วิเคราะห์ปัญหาก่อนลงมือแก้ไข และลดโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงส่วนอื่นโดยไม่จำเป็น
นอกจาก IDE Extension แล้ว ยังสามารถใช้ Codex CLI ผ่าน Terminal ภายใน VSCode ได้ด้วย
เปิด Terminal
Terminal > New Terminal
จากนั้นรัน
เมื่อเข้าสู่ Codex CLI สามารถตรวจสอบสถานะปัจจุบันด้วย
ตรวจสอบหรือเปลี่ยนโมเดลด้วย
และตรวจสอบสิทธิ์การทำงานด้วย
เอกสาร Codex CLI ปัจจุบันระบุคำสั่งหลัก เช่น /status, /permissions, /model และ /review สำหรับควบคุมการทำงานของ Codex จาก Terminal
สามารถใช้ Prompt ต่อไปนี้เป็นการทดสอบครั้งแรก
จากนั้นจึงทดสอบงานแก้ไข
สามารถพิจารณาว่าระบบพร้อมใช้งานเมื่อ
ควร Commit หรือสร้าง Git checkpoint ก่อนให้ Codex ทำงานกับ Source Code ที่สำคัญ เพื่อให้สามารถย้อนกลับการเปลี่ยนแปลงได้หากผลลัพธ์ไม่ตรงตามต้องการ ซึ่งเป็นแนวทางที่ OpenAI แนะนำในเอกสาร Quickstart เช่นกัน
Prompt ที่ดีควรระบุ เป้าหมาย ขอบเขต ไฟล์ที่เกี่ยวข้อง ข้อจำกัด และผลลัพธ์ที่ต้องการ ให้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้คำสั่งว่า “แก้หน้า Dashboard” ควรระบุว่า “ปรับเฉพาะหน้า Dashboard ให้รองรับ Mobile โดยไม่เปลี่ยน API และไม่แก้ Component อื่น”